บีอีซี เทโรศาสน รอดไม่รอด สำหรับฤดูกาล 2016

              ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทีมที่ต้องลุ้นตัวโก่งกันทีเดียว สำหรับสโมสรบีอีซี เทโรศาสน m88 อดีตทีมยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย ที่แปรสภาพมาเป็นทีมหนีตกชั้นไปแล้ว แม้ว่าทั้งทีมจะประกอบไปด้วยนักเตะทีมชาติไทยทั้งชุดเล็กและชุดใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ช่วยทำให้ผลงานในลีกดีขึ้นเลย โดยปัจจัยหลักที่ทำให้ทีมตกต่ำมาจนต้องมาลุ้นหนีตกชั้น ก็มาจากการเปลี่ยนแปลงโค้ชบ่อย นักเตะเจ็บ ตัวต่างชาติฝีมือไม่ถึงนั่นเอง การที่จะให้นักเตะไทยอย่างเดียวคอยพยุงทีมให้ทำผลงานได้ดีในไทยพรีเมียร์ลีกนับเป็นเรื่องที่ยากมาก

            สำหรับสามคะแนนล่าสุดที่บีอีซี เทโรศาสน ได้นั้น ก็มาจากการเปลี่ยนตัวต่างชาติเกินของสโมสรแบ็งคอก ยูไนเต็ด ซึ่งดูโปรแกรมในนัดที่เหลือของบีอีซี เทโรศาสน แล้ว ก็ต้องบอกว่าน่าหนักใจ เพราะเจอแต่ทีมยักษ์ใหญ่ทั้งนั้น  แต่เกมยังไม่จบก็คงจะบอกไม่ได้ว่า บีอีซี เทโรศาสน จะรอดหรือไม่รอด เพราะดวงเริ่มมาแล้ว ขนาดแพ้แข้งแบ็งคอก ยูไนเต็ดยังได้สามคะแนน

             หากนักเตะตัวหลักไม่เจ็บ เชื่อว่านักเตะในทีมน่าจะรวมพลังกัน ประคับประคองทีมไปได้ ซึ่งหากว่าทีมบีอีซี เทโรศาสน ไม่ตกชั้น ก็คงจะแบบฉิวเฉียดมากๆและคงต้องลุ้นกันจนถึงนัดสุดท้ายเลยทีเดียว แต่ถ้าทีมต้องตกชั้น ก็น่าเสียดายเล็กๆ ที่สโมสรแห่งนี้จะไม่ได้เล่นไทยพรีเมียร์ลีกอย่างน้อยหนึ่งฤดูกาล ด้วยศักยภาพของทีมเองก็คงจะกลับมาได้แบบสบายๆอยู่แล้ว ไม่น่าหนักใจอะไร(ถ้ายังทำทีมต่ออยู่นะครับ)

CĐV Hải Phòng: Đi xem bóng đá thì phải cởi trần, hò hét, đốt pháo…!

Xung quanh câu chuyện CĐV Hải Phòng gây “náo loạn” trước và trong trận đấu với Hà Nội T&T chiều 8.5, CĐV Văn Trần Hoàn (biệt danh Hoàn “say”) chia sẻ: “Đi đá bóng chứ không phải đi xem cải lương. Phải cởi trần, hò hét mới sướng chứ!”

Một ngày sau trận đấu giữa Hà Nội T&T – Hải Phòng (Hải Phòng thua 1-2) trên sân Hàng Đẫy, trao đổi với Dân Việt, CĐV Hoàn m88 “say” – người đã gắn bó với V-League, các đội tuyển bóng đá Việt Nam nhiều năm qua bày tỏ với Dân Việt: “Báo chí, truyền thông đưa tin bảo chúng tôi “quậy tưng”, làm loạn đường phố Hà Nội, sân Hàng Đẫy như thể chúng tôi gây rối an ninh trật tự là không đúng! Cần phải tách bạch rõ ràng giữa chuyện đám đông CĐV sát cánh đi cổ vũ đội nhà với những hooligan quá khích, vi phạm pháp luật,… Phải khẳng định rằng đi đá bóng chứ không phải đi xem cải lương. Trên đường di chuyển hàng nghìn người với hàng chục ô tô, hàng trăm xe máy thì chuyện ách tắc giao thông là bình thường. Vào sân thì phải cởi trần, hò hét, đốt pháo sáng,… thậm chí bức xúc quá thì văng tục. Như thế mới là bóng đá chứ?”
Trước câu hỏi của Dân Việt về việc anh nghĩ sao khi trong quá khứ, có những CĐV quá khích của Hải Phòng từng đập phá cơ sở vật chất nơi công cộng, va chạm với lực lượng cảnh sát, cơ động,… dẫn đến việc phải nhận án tù treo, anh Hoàn nói: “Nhiều người bảo tôi là Chủ tịch Hội CĐV Hải Phòng nhưng tôi khẳng định lại là bóng đá Hải Phòng lúc này không có Chủ tịch. Chúng tôi chỉ có những người yêu bóng đá chân chính tập hợp lại với nhau mà thôi. Chúng tôi cũng kịch liệt lên án những hành động quá khích vi phạm pháp luật. Điều đó làm ảnh hưởng tới hình ảnh bóng đá đất Cảng nói chung. Ví dụ như sau trận đấu với Hà Nội T&T vừa qua, Hải Phòng thua nhưng chúng tôi vẫn ra về trong trận tự, như thế có gì là sai?”

Dưới góc nhìn của một HLV lão làng, HLV Nguyễn Thành Vinh nói về “hiện tượng” Hải Phòng: “Tôi đã đi một số nước có nền bóng đá phát triển của châu Âu, châu Á, trước mỗi trận đấu họ cũng diễu hành, hò hát, chụp ảnh lưu niệm rất sôi động. Chúng ta nên dùng từ “sôi động” để diễn tả về những gì CĐV Hải Phòng làm chiều 8.5 vừa qua chứ không phải là “náo loạn” hay “quậy tưng”,… Cá nhân tôi thấy CĐV Hải Phòng cũng như SLNA rất tuyệt vời. Bóng đá chỉ có thể phát triển khi có những CĐV như vậy.”

Theo HLV Nguyễn Thành Vinh, việc để CĐV đốt pháo sáng trên sân là lỗi của Ban tổ chức sân: “Vấn đề là lực lượng an ninh, ban tổ chức các sân làm gì để ngăn chặn không cho pháo sáng hoặc các “vật thể lạ” được “tuồn” vào sân. VFF, VPF, ban tổ chức giải và bản thân mỗi đội bóng cũng cần tuyên truyền cho các CĐV thấy việc phạm luật sẽ ảnh hưởng như nào đến đội bóng. Các CĐV cũng đều là những người trưởng thành cả rồi và theo tôi khi nhận thức rõ vấn đề, mọi thứ sẽ ổn thôi.”

เมืองทอง ยูไนเต็ด อยากทวงความยิ่งใหญ่ให้ได้ ต้องทุ่มทุนมากกว่านี้

            สโมสร เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด หรือ ที่เราเรียกกันสั้นๆว่า เมืองทอง ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสโมสรเจ้าบุญทุ่มของเมืองไทย ที่มีการทุ่มทุนสร้างทีม m88 จนสามารถกลายเป็นขาประจำในการคว้าแชมป์ไทยลีกได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่เมื่อ สโมสรคู่แข่งตัวฉกาจอย่างบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้สร้างทีมขึ้น ก็ทำให้ เมืองทอง ต้องยินยอมรับบทพระรองแบบไม่เต็มใจติดต่อกันมาหลายฤดูกาล แน่นอนว่า น่าจะรวมถึงฤดูกาลปัจจุบันที่กำลังจากผ่านไปอีกด้วย

            ต้องยอมรับว่า ในอดีต เมืองทองสามารถคว้านักเตะต่างชาติฝีมือดีมาหลายคน   โดยเฉพาะยาย่า ที่กำลังไปได้ดีในเบลเยี่ยม ส่งผลให้บรรดานักเตะต่างชาติช่วยยกระดับทีมจนเหนือคู่แข่ง รวมทั้งมีนักเตะทีมชาติไทยอย่างธีรศิลป์ แดงดา, ดัสกร ทองเหลา กวินทร์ ธรรมสัจจานนท์ เป็นแกนหลัก แต่ในปัจจุบันต้องบอกว่า ลีกไทยพัฒนาไปเกินกว่าที่จะมีนักเตะไทยยืนเป็นแกนหลักได้แล้ว หากต้องการลุ้นแชมป์สิ่งสำคัญมากที่สุดก็คือ การเสริมนักเตะทีมชาติชั้นเยี่ยม

            แน่นอนว่าขุมกำลังตัวต่างชาติปัจจุบันของเมืองทองในเกมรุกอย่าง     คลีตัน ซิลวา กับมาริโอ ยูรอฟสกี้ อาจเพียงพอทำให้ทีมอยู่ในลำดับต้นๆของไทย แต่ในระดับเอเชีย รวมไปทั้งการคว้าแชมป์ไทยลีกต้องบอกว่า ยังไม่พอครับ แดนกลางของเมืองไทย ยังต้องหาคนที่เหนือกว่า ดัสกร ทองเหลา, สารัช อยู่เย็น, ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ซึ่งคงจะหาไม่ได้จากคนไทยอย่างแน่นอน ดังนั้นแล้ว จะต้องทุ่มทุนคว้านักเตะต่างชาติเกรดเอ มาเล่นให้กับทีม แน่นอนว่าค่าจ้างสูงแน่นอน แต่ถ้าอยากประสบความสำเร็จก็ต้องทุ่มทุนครับ

ไทยพรีเมียร์ลีก ลีกเนื้อหอมที่สามารถดึงดูดนักเตะต่างชาติมาได้แบบสบาย

            ฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก ถือได้ว่าเป็นลีกที่พัฒนามาอย่างรวดเร็ว จนกลายมาเป็นลีกอันดับหนึ่งของอาเซียนและอันดับต้นๆของเอเชียไปแล้ว แน่นอนว่า ทำให้ชื่อเสียงของไทยพรีเมียร์ลีกดังไกลไปทั่วโลก ส่งผลให้บรรดานักเตะทั่วโลก ต่างสนใจอยากมาเล่นให้ยังไทยพรีเมียร์ลีก ซึ่งก็ต้องบอกว่า การมาเล่นในประเทศไทยไม่ได้ง่ายเหมือนในอดีต นักเตะหลายรายที่มีประสบการณ์เล่นฟุตบอลอาชีพจากลีกชั้นนำ ก็มาเสียท่าให้กับไทยพรีเมียร์ลีกไปแล้วหลายคน

            ล่าสุด เมื่อมีข่าวว่า อาเดรียโน่ อดีตศูนย์หน้าทีมชาติบราซิล สนใจอยากจะมาเล่นในเมืองไทย ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าข่าวนี้จะเท็จจริงแค่ไหน แต่เชื่อแน่ว่า หากอาเดรียโน่มาเล่นเมืองไทยจริง ก็ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายของเจ้าตัวเท่าใดนัก เพราะ ด้วยสภาพร่างกายของเจ้าตัวในตอนนี้ หากว่าต้องการเล่นในเมืองไทยจริงคงต้องฟิตร่างกายพอสมควรเลยทีเดียว และทีมที่จ้างก็จะต้องมีเงินมากพอสมควรถึงจะดึงให้เจ้าตัวมาได้ แต่เชื่อแน่ว่า หากอาเดรียโน่ฟิตสัก 60% ก็สามารถเล่นที่เมืองไทยได้อย่างแน่นอน

แน่นอนว่าไม่เพียงอาเดรียโน่เท่านั้น แต่บรรดานักเตะที่ใกล้จะเลิกเล่นแล้วหลายคนก็สนใจในไทยพรีเมียร์ลีกเช่นเดียวกัน แต่บังเอิญว่า เมืองไทยไม่ได้เป็นบ้านพักคนชราและต้องการให้นักเตะดังมาประชาสัมพันธ์เหมือนกับสมัยก่อนแล้ว นักเตะที่จะสามารถมาเล่นในเมืองไทยได้ แน่นอนว่า ต้องมีดีด้วยฝีเท้าเท่านั้น ไม่เช่นนั้นแล้ว ถือได้ว่าหมดสิทธิ์ครับ เพราะในตอนนี้ เราสามารถเลือกตัวต่างชาติได้สบายๆครับ

เงิน ปัจจัยแห่งความสำเร็จสำหรับไทยพรีเมียร์ลีกยุคปัจจุบัน

               การทำทีมฟุตบอลสักทีมหนึ่งในปัจจุบัน แน่นอนว่าปัจจัยแห่งความสำเร็จที่มีความสำคัญมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องเงิน เพราะลำพังแค่การทำทีมเพียงเพราะใจรัก ก็คงไม่เพียงพอต่อการแข่งขันในปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่าฟุตบอลไทยลีกในอดีต อาจจะไม่ได้ใช้เงินจำนวนมากในการทำทีม หากย้อนหลังไปเมื่อประมาณสิบปีก่อน เงินเดือนนักเตะก็อยู่ระดับหลักหมื่นเท่านั้น แต่สำหรับปัจจุบันนักเตะต่างชาติบางคนได้เงินเดือนระดับหลักล้านบาทกันเลยทีเดียว

               การจะจ้างนักเตะสักคนหนึ่งในจำนวนหลักล้านบาทต่อเดือน แน่นอนว่าคุณจะต้องมีงบในการจ่ายเงินเดือนนักเตะรายนี้เพียงคนเดียวหลักสิบล้านบาทแล้ว ถ้ารวมนักเตะทั้งทีมแล้ว แน่นอนว่า ต้องจ่ายค่าจ้างต่อปีหลายสิบล้านบาทกันเลยทีเดียว ถ้าทีมไม่มีเงินทุนมากพอ รับรองว่าไม่มีเงินจ่ายนักเตะอย่างแน่นอน หลายๆทีมในไทยพรีเมียร์ลีก ต้องบอกว่า ที่ผลงานของทีมไม่ประสบความสำเร็จมากนัก ก็เพราะว่าขาดเงินทุนในการลงทุนที่มากพอนั่นเอง ว่ากันว่า ระดับทีมเมืองทองฯและบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ใช้งบประมาณต่อปีหลักหลายร้อยล้านบาททีเดียว

             เมื่อมีเงิน ก็สามารถจ้างนักเตะหรือโค้ชคุณภาพดีได้ ซึ่ง หากว่าทีมคุณไม่มีงบประมาณมากพอแต่มีระบบการเล่นที่ดี คุณอาจจะทำทีมอยู่ในระดับกลางๆของตารางได้ หากมุ่งหวังความสำเร็จที่มากกว่านั้น ก็จำเป็นที่จะต้องหาเงินมาลงทุนให้มากยิ่งขึ้น ถ้าเงินไม่มีระบบไม่ดีแล้ว เส้นทางต่อไปก็คือการตกชั้นเท่านั้นครับ ไม่มีเส้นทางอื่นเลย

ดาร์บี้แมตช์ประจำเมือง กับไทยพรีเมียร์ลีก

          ดาร์บี้แมตช์ เป็นคำที่ใช้เรียกการแข่งขันระหว่างทีมในเมืองเดียวกัน ซึ่งได้รับความนิยมมากในต่างประเทศ ดังที่เราเห็นดาร์บี้แมตช์เมืองแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้แมตช์กรุงลอนดอน หรือ ดาร์บี้แมตช์เมืองมาดริด ซึ่งการแข่งในแต่ละนัด ถือว่าเป็นศึกเดิมพันแห่งศักดิ์ศรีกันเลยทีเดียว สำหรับในเมืองไทยนั้น เนื่องจากว่า ฟุตบอลลีกเพิ่งจะบูมเต็มที่ได้ไม่นาน เรื่องของฟุตบอลดาร์บี้แมตช์จึงยังไม่ได้รับการพูดถึงสักเท่าใด และบางครั้งก็ถูกใช้เรียกในการแข่งขันของทีมในภูมิภาคเดียวกัน ของไทยพรีเมียร์ลีก

            หากว่าเป็นดาร์บี้แมตช์ภายในจังหวัดเดียวกัน เมืองไทยตอนนี้น่าจะมีเพียงกรุงเทพมหานครเท่านั้น ที่มีทีมฟุตบอลหลายทีมมากที่สุด ส่วนบรรดาทีมต่างจังหวัด แม้ว่าบางจังหวัดจะมีสโมสรฟุตบอลหลายสโมสร แต่ ก็เล่นกันอยู่คนละลีกกัน ยังไม่มีโอกาสได้พบกันสักเท่าใด ซึ่งหากว่าในอนาคต ถ้ามีจังหวัดเดียวกันเล่นในไทยพรีเมียร์ลีก เรื่องของฟุตบอลดาร์บี้แมตช์ จะต้องกลายมาเป็นสีสันในการแข่งขันอย่างแน่นอน เพราะมันคือศึกแห่งศักดิ์ศรีประจำเมืองเลยก็ว่าได้

อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวก็อาจจะยังเกิดได้ยากในเมืองไทย เพราะในแต่ละจังหวัด การมีสนามฟุตบอลมาตรฐานที่ใช้แข่งได้ ก็เป็นเรื่องลำบากแล้ว ถ้ามีสองสนามฟุตบอลมาตรฐานในจังหวัดเดียวกัน ก็เป็นเรื่องยากยิ่งกว่าเหมือนกัน เพราะทีมสโมสรเองยังไม่มีเงินถุงเงินถังมากพอ แต่เชื่อแน่ว่าในอนาคตหากแต่ละทีม ได้ไปดูงานกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ก็จะสามารถพัฒนาตามแนวทางของบุรีรัมย์ได้อย่างแน่นอน และไม่แน่ว่า เราอาจจะได้เห็นดาร์บี้แมตช์ของทีมจังหวัดต่างๆก็เป็นไปได้เหมือนกัน

การตลาดไทยลีก สู่อาเซียน

ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันไทยลีก ถือได้ว่าเป็นลีกที่มีคุณภาพและดีที่สุดของอาเซียน โดย นักเตะในอาเซียนและนอกอาเซียนจำนวนมาก ต่างมีความต้องการมาเล่นยังไทยลีก นอกจากนั้นแล้ว ทีมสโมสรของไทยลีก ก็มีความต้องการจะขยายฐานแฟนบอลไปยังประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่กำลังจะขยายฐานแฟนบอลไปยังประเทศเวียดนามและประเทศลาว มีการวางแผนนำทีม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไปเตะกระชับมิตรยังสองประเทศนี้

จริงๆแล้วก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกสำหรับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เพราะ ถือว่าเป็นทีมระดับเอเชียอยู่แล้ว การที่จะสร้างฐานแฟนบอลในประเทศอื่นๆก็ย่อมเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจ และไทยลีกเอง ก็ควรจะนำตัวอย่างของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไปปรับใช้ เพราะ ปัจจุบันการแข่งขันของไทยลีกมีความเข้มข้น และเร้าใจเป็นอย่างมาก หากว่ามีการทำตลาดและประชาสัมพันธ์ดีๆเชื่อแน่ว่า ประเทศเพื่อนบ้านให้ความสนใจกับฟุตบอลไทยลีกอย่างแน่นอน เพราะ ในไทยลีกก็มีนักเตะหลายคนของอาเซียนมาเล่น เช่น จากสิงค์โปร์ ติมอร์ตะวันออก

เชื่อแน่ว่าหากไทยลีก สามารถขายลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ จะมีนักเตะของเพื่อนบ้านจำนวนมาก ต้องการมาเล่นยังลีกประเทศไทย ไม่ได้จำกัด เฉพาะไทยลีกเท่านั้น อาจจะเป็นดิวิชั่นหนึ่ง ดิวิชั่นสอง ก็อาจจะมีนักเตะฝีเท้าดีมาเล่น และเมื่อนั้นเอง ไทยลีกคงจะเป็นเป้าหมายของนักเตะชาติต่างๆของอาเซียน ที่มุ่งหวังจะมาค้าแข้งให้ได้ และเราจะสามารถพัฒนาเป็นลีกชั้นนำของเอเชียได้อย่างแน่นอน

 

ไทยพรีเมียร์ลีก กับการผูกขาดแชมป์เพียงสองสโมสร

ต้องยอมรับเลยนะครับว่า ไทยพรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน กำลังใกล้เคียงกับลาลีก้าลีกของสเปนในอดีตที่เคยมีเพียงบาเซโลน่า และรีล มาดริด ผูกขาดแชมป์กันอยู่สองทีมเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพราะว่า สโมสรอย่างบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ได้พัฒนาทีมจนทิ้งห่างอันดับสามไปไกลเลยทีเดียว โดยเฉพาะกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่แทบจะหานัดที่สะดุดน้อยมาก ช่วงหลังๆมานี้ก็ยิงประตูนัดละห้าถึงหกลูกเลยทีเดียว

สำหรับเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด แม้ว่าจะมีสะดุดบ้าง แต่ในช่วงกลางฤดูกาลก็ยิงทีมคู่แข่งเป็นว่าเล่น และลุ้นแชมป์กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ดได้อย่างสูสี จนมาฟอร์มหลุดช่วงปลายฤดูกาลเท่านั้นเอง สาเหตุหลักๆที่ทำให้เมืองไทยมีเพียงสองสโมสรที่ครองความยิ่งใหญ่ก็เพราะว่า ทั้งสองมีงบประมาณในการทำทีมเป็นจำนวนมากนั่นเอง ซึ่งจากจากทีมอื่นที่แม้จะลงทุนมากแล้ว แต่ก็ไม่มากเท่ากับทั้งสองทีมนี้ โดยเฉพาะชลบุรี เอฟซี ที่ทำทีมแบบประคองตัวจนไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

ในอนาคตข้างหน้าหากว่ามีเพียงบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ผูกขาดแชมป์กัน อยู่สองทีมแล้ว ก็อาจจะทำให้บอลลีกดูน่าเบื่อไม่น้อย ไม่แน่ว่า เราอาจจะเห็นฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก นำเอากฎด้านการเงินมาปรับใช้กับทีมสโมสรในไทยก็เป็นได้ แต่อย่างไรก็ตาม ทางแก้ที่ถาวรที่สุดผมคิดว่า แต่ละทีมควรจะศึกษาบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในเรื่องการทำธุรกิจฟุตบอลเป็นตนแบบและนำมาปรับใช้และพัฒนาทีมของตนเอง ซึ่งเชื่อแน่ว่าหากว่าทีมสามารถเลี้ยงต้นเอง และทำกำไรได้ ก็จะมีงบประมาณในการทำทีมเพิ่มมากยิ่งขึ้นนั่นเอง